ความยาวบทความภาษาไทยไม่ได้จบที่นับคำ ต้องดูอะไรบ้างก่อนเผยแพร่

17

เผยแพร่เมื่อ

คนทำคอนเทนต์พลาดกันเยอะตรงนี้เอง: เห็นตัวเลขคำแล้วสบายใจ คิดว่าบทความยาวพอ เดี๋ยวอันดับก็มาตามนัด สุดท้ายคนอ่านเปิดเข้ามา เลื่อนสองจอ แล้วกดออก เพราะเนื้อหายาวแบบไร้เหตุผล ยัดประโยคเพื่อให้ครบจำนวนคำ แต่ไม่พาคนอ่านไปถึงคำตอบที่เขาหามาจริงๆ บทความไม่ได้พังเพราะสั้นเกินไปอย่างเดียว มันพังเพราะยาวแบบไม่มีหน้าที่ เช็คคําภาษาไทย

เวลาหาข้อมูลเรื่องความยาวบทความบนหน้าแรกของ Google คุณจะเจอคำแนะนำเดิมๆ ว่า 800 คำก็ดี 1,500 คำก็ดี หรือยิ่งยาวยิ่งดี ซึ่งฟังแล้วเหมือนมีหลัก แต่เอาเข้าจริงมันเป็นคำตอบแบบขี้เกียจมาก เพราะไม่ได้แตะปัญหาจริงของภาษาไทยเลย ทั้งเรื่องการนับคำที่เครื่องมือแต่ละตัวไม่เท่ากัน ทั้งเรื่องพฤติกรรมคนอ่านบนมือถือ และทั้งเรื่อง intent ของบทความที่ต่างกันคนละโลก ถ้าจะดูความยาวบทความไทยให้แม่น ต้องเลิกถามก่อนว่า “กี่คำดี” แล้วเปลี่ยนเป็น “บทความนี้ต้องยาวแค่ไหนถึงจะพอ”

จำนวนคำไม่ใช่คำตอบ ถ้ายังไม่รู้ว่าบทความนี้มีหน้าที่อะไร

ก่อนจะเปิดเครื่องมือนับคำ คุณต้องตอบให้ได้ก่อนว่าหน้านี้มีหน้าที่อะไรกับคนอ่าน ถ้ายังตอบไม่ได้ ตัวเลขคำทุกตัวไม่มีน้ำหนัก เพราะบทความสอนวิธีทำอะไรบางอย่าง บทความรีวิว และบทความตอบคำถามสั้นๆ ใช้ความยาวไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น

ความยาวต้องผูกกับเจตนาค้นหา ไม่ใช่สูตรสำเร็จ

คนที่ค้นเรื่องความยาวบทความ ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากรู้ตัวเลขลอยๆ เขากำลังกลัวสองอย่างพร้อมกัน คือเขียนสั้นไปจนเนื้อหาไม่พอ และเขียนยาวไปจนคนอ่านหนี นี่คือ hidden pain ที่หลายเว็บไม่แตะ เพราะชอบแจกช่วงตัวเลขแบบหว่านแห แต่ไม่ยอมบอกว่าแต่ละช่วงเหมาะกับงานแบบไหน

ถ้าบทความมีเป้าหมายต่างกัน วิธีวัดความยาวก็ต้องต่างกัน เช่น

  • บทความให้ความรู้แบบตอบคำถามเฉพาะจุด ต้องไปให้ถึงคำตอบเร็ว ไม่ใช่อ้อมไปเล่าประวัติ
  • บทความเชิงอธิบายลึก ต้องมีพื้นที่พอสำหรับเหตุผล ตัวอย่าง และข้อยกเว้น
  • บทความขายหรือหน้าแนะนำบริการ ต้องคุมจังหวะให้คนอ่านไม่ล้า และต้องพาไปยังการตัดสินใจ

พูดอีกแบบคือ ความยาวที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนคำอย่างเดียว แต่วัดจากระยะทางระหว่างคำถามกับคำตอบ ถ้าคนอ่านต้องไถผ่านย่อหน้าอ้วนๆ หลายก้อนกว่าจะเจอประเด็น เขาไม่ได้รู้สึกว่าบทความ “ละเอียด” เขารู้สึกว่าบทความ “เสียเวลา”

บทความไทยพังตรงไหนเวลาฝืนให้ยาว

ปัญหาที่เจอบ่อยมากคือการเติมน้ำให้ครบโควตา ย่อหน้าแรกเกริ่นนาน ย่อหน้าถัดไปพูดซ้ำด้วยคำใหม่ แล้วค่อยเข้าเรื่องจริงตอนกลางบทความ คนเขียนอาจรู้สึกว่าเนื้อหาแน่น แต่จากฝั่งคนอ่านมันคือความหนืด ยิ่งบนมือถือ ย่อหน้าที่ยาว 7-8 บรรทัดติดกันทำให้สายตาล้าเร็วมาก

อาการแบบนี้เห็นชัดในบทความไทย เพราะภาษาไทยไม่มีตัวช่วยพักสายตาแบบภาษาอังกฤษมากนัก ถ้าประโยคยาว ย่อหน้ายาว และไม่มีหัวข้อย่อยคั่น คนอ่านจะรู้สึกเหมือนกำลังฝ่ากำแพงตัวหนังสือ ต่อให้บทความมี 1,200 คำก็ไม่ได้แปลว่ามีคุณค่า 1,200 คำ

ปัญหาจริงของภาษาไทย: คำที่นับได้ อาจไม่ใช่คำที่คนอ่านรับรู้

ตรงนี้แหละที่หลายคนมองข้าม ภาษาไทยไม่เว้นวรรคทุกคำเหมือนภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นเครื่องมือนับคำแต่ละตัวอาจมองข้อความคนละแบบ ถ้าคุณหยิบตัวเลขมาใช้โดยไม่รู้ว่ามันนับอะไรอยู่ คุณกำลังตัดสินบทความด้วยไม้บรรทัดคนละหน่วย

เครื่องมือนับคำไทยไม่เท่ากัน เพราะภาษาไทยไม่ได้คั่นทุกคำด้วยช่องว่าง

บางเครื่องมือนับตามช่องว่าง บางเครื่องมือใช้ระบบตัดคำ บางที่โชว์ทั้งจำนวนคำ จำนวนอักขระ และจำนวนย่อหน้า ถ้าเป็นภาษาไทย ตัวเลขเหล่านี้แกว่งได้พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อมีคำทับศัพท์ คำสมาส ชื่อเฉพาะ หรือประโยคที่ติดกันยาวๆ

ผลคือ คนเขียนอาจคิดว่าบทความยาวพอเพราะเห็นตัวเลขสูง แต่ความจริงสิ่งที่สูงอาจเป็นแค่จำนวนอักขระ ไม่ใช่จำนวนคำ หรือกลับกัน บทความที่อ่านลื่นมากอาจโดนประเมินว่าสั้น เพราะเครื่องมือตัดคำได้ไม่ละเอียดพอ

ก่อนเช็คคําภาษาไทย ต้องรู้ก่อนว่ากำลังดู “คำ” หรือ “ตัวอักษร”

ถ้าคุณกำลัง เช็คคําภาษาไทย เพื่อควบคุมคุณภาพบทความ ให้ดูอย่างน้อย 3 อย่างคู่กัน คือจำนวนคำ จำนวนอักขระ และจำนวนย่อหน้า เพราะทั้งสามตัวบอกคนละเรื่อง

  • จำนวนคำ บอกความยาวโดยรวมในเชิงเนื้อหา
  • จำนวนอักขระ บอกความแน่นของข้อความ โดยเฉพาะเมื่อมีศัพท์ยาวหรือประโยคติดกัน
  • จำนวนย่อหน้า บอกจังหวะพักสายตา ซึ่งมีผลมากกับการอ่านบนจอมือถือ

ถ้าดูแค่คำ คุณจะมองไม่เห็นความอึดอัดของรูปประโยค ถ้าดูแค่อักขระ คุณจะมองไม่เห็นว่าบทความพาเรื่องไปไกลแค่ไหน เพราะแบบนี้เอง บทความไทยที่อ่านดีจริงมักไม่ได้ชนะด้วยตัวเลขตัวเดียว

กรอบ 4 ด่านก่อนปล่อยบทความ: ดูให้ครบ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลข

ถ้าต้องมีระบบใช้งานจริง ผมชอบมองแบบ “4 ด่านก่อนปล่อยบทความ” เพราะมันกันความพลาดได้ดีกว่าการจ้องจำนวนคำอย่างเดียว ด่านพวกนี้ไม่หรู แต่มันใช้ได้ในงานจริง และตัดคอนเทนต์ยืดๆ ได้เร็วมาก

ด่านที่ 1: เป้าหมายของหน้า

ถามก่อนว่า คนเข้ามาหน้านี้เพื่ออะไร ถ้าเขาอยากรู้วิธีทำบางอย่าง คุณต้องให้ขั้นตอนชัด ถ้าเขาอยากเปรียบเทียบ คุณต้องจัดข้อมูลให้เห็นความต่าง ถ้าเขาอยากตัดสินใจ คุณต้องตอบข้อกังวลที่ค้างอยู่ ความยาวที่เหมาะ คือความยาวที่พอให้คนเลิกสงสัย ไม่ใช่พอให้คนเขียนรู้สึกว่าเขียนเยอะแล้ว

ด่านที่ 2: หน่วยนับที่ใช้

เลือกให้ชัดว่าคุณจะใช้คำ อักขระ หรือเวลาอ่านเป็นตัวตั้ง ถ้าเป็นบทความความรู้ทั่วไป จำนวนคำอาจพอใช้เป็นกรอบได้ แต่ถ้าเป็นคอนเทนต์บนมือถือ เวลาอ่านกับความถี่ของการพักสายตามักสำคัญกว่า บางบทความ 900 คำอ่านลื่นมาก บางบทความ 900 คำเหมือนแบกหิน เพราะประโยคยาวเกินและย่อหน้าแน่นเกิน

ด่านที่ 3: จังหวะการอ่าน

อันนี้เป็นจุดที่สายผลิตคอนเทนต์มักมองข้าม ให้ลองเลื่อนอ่านบทความบนมือถือจริง ถ้าคุณต้องไถผ่านก้อนข้อความใหญ่หลายช่วงติดกันโดยไม่มีหัวข้อย่อย ไม่มีประโยคที่จับใจ และไม่มีช่วงหายใจเลย คนอ่านก็จะล้า จังหวะที่ดีควรมีประโยคสั้นสลับยาว มีการเน้นคำสำคัญ และมีหัวข้อย่อยคั่นตอนที่ประเด็นเริ่มเปลี่ยน ไม่ใช่คั่นเพราะอยากให้หน้าเว็บดูเยอะ

ด่านที่ 4: ความครบของเนื้อหา

นี่คือด่านสุดท้าย และเจ็บสุด เพราะมันบังคับให้คุณถามตรงๆ ว่า เนื้อหาครบจริง หรือแค่ยาว ถ้าหัวข้อคือการดูความยาวบทความไทย คนอ่านควรได้รู้ทั้งเรื่อง intent การนับคำ ความต่างของเครื่องมือ และเกณฑ์ใช้งานจริง ถ้าบอกแค่ “เขียนประมาณ 1,000 คำ” นั่นไม่ใช่คำตอบ มันคือการโยนภาระกลับไปให้คนอ่านเดาเอง

เช็กลิสต์สุดท้ายก่อนกดเผยแพร่

ก่อนปล่อยบทความทุกครั้ง ลองไล่ดูตามนี้ให้ครบ มันช่วยกรองงานที่ดูเหมือนดี แต่ยังมีรูรั่วอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะบทความในหมวดทักษะและการเรียนรู้ที่คนอ่านเข้ามาเพื่อเอาไปใช้ต่อ ไม่ได้เข้ามาอ่านเล่น

  • หัวข้อเปิดเรื่องเร็วพอหรือยัง หรือยังมัววนอยู่กับคำนำ
  • จำนวนคำสัมพันธ์กับความยากของเรื่องหรือไม่
  • เครื่องมือที่ใช้วัดกำลังนับคำ หรือนับอักขระ
  • ย่อหน้าบนมือถือแน่นเกินไปไหม
  • มีหัวข้อย่อยช่วยนำทางหรือยัง
  • มีส่วนที่พูดซ้ำเพื่อปั่นความยาวหรือไม่
  • อ่านจบแล้วคนอ่านรู้ว่าจะทำอะไรต่อไหม

ถ้าไล่ครบแล้วบทความยังดูยาวเกิน ให้ตัดส่วนที่ไม่ขยับความเข้าใจของผู้อ่านออกก่อน อย่าเสียดายประโยคสวยๆ ที่ไม่ทำงาน เพราะประโยคที่คนอ่านข้าม คือภาระ ไม่ใช่ทรัพย์สิน

หลังจากนี้ เวลาคุณมองความยาวบทความ อย่าถามแค่ว่า “ได้กี่คำ” ให้ถามว่า “ทุกคำทำงานหรือเปล่า” ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองเปิดอ่านบนมือถืออีกรอบ แล้วดูว่าคุณเองยังอยากไถต่อไหม ถ้าคนเขียนยังเริ่มเบื่อกลางทาง คุณจะหวังอะไรกับคนอ่านจริง?